คล้าแววมยุรา

Standard

ชื่อไทย : คล้าแววมยุรา ชื่อสามัญ : Peacock Plant, Cathedral Windows, Brain Plant ชื่อวิทย์ : Calathea makoyana (E.Morr.) E.Morr. ถิ่นกำเนิด : แถบตะวัชื่อไทย : คล้าแววมยุรา ชื่อสามัญ : Peacock Plant, Cathedral Windows, Brain Plant ชื่อวิทย์ : Calathea makoyana (E.Morr.) E.Morr. ถิ่นกำเนิด : แถบตะวันออกของประเทศบราซิล ลักษณะทั่วไป : ต้นสูง 25-35 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 30-35 ซม. ใบรูปรี กว้าง 7-10 ซม. ยาว 12-18 ซม. ใบด้านบนสีเขียวอ่อนอมเทาเป็นมัน เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน มีเส้นใบย่อยและลายแต้มรูปรีปลายมนขนาดเล็กและใหญ่สีเขียวเข้ม เรียงสลับกันทั้งสองข้างของแผ่นใบ และบริเวณใกล้กับขอบใบก็มีสีเขียวเข้ม ใต้ใบสีเขียวอมเทา มีสีม่วงแดงบริเวณที่เป็นแต้มและเส้นใบย่อย ปลายใบแหลม โคนใบค่อนข้างแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบกลมสีม่วงแดง ยาว 15-20 ซม. รอยต่อกับแผ่นใบมีสีเขียวเหลือบม่วงแดง คล้าพันธุ์นี้ตอนช่วงแรกที่ผมได้มารูปทรงของใบจะค่อนข้างกลมป้อมและพุ่มเตี้ยแน่น แต่พอปลูกลงดินไปซักพักใบเริ่มจะออกไปทางยาวๆและก้านใบก็ยาวขึ้นด้วยครับ ไม่แน่ใจว่าอยู่ร่มเกินไปหรือว่าเป็นธรรมชาติของเค้านะครับ เหมือนอย่างคล้าเสน่ห์ขุนแผนที่ปลูกในกระถางต้นจะไม่ใหญ่ แต่พอลงดินแล้วต้นเบ้อเริ่มเลยครับ ส่วนดอกของคล้าแววมยุรามีสีขาวและขนาดเล็กมากๆ เลยถ่ายมาได้ไม่ชัดซักรูปครับ นออกของประเทศบราซิล ลักษณะทั่วไป : ต้นสูง 25-35 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางทรงพุ่ม 30-35 ซม. ใบรูปรี กว้าง 7-10 ซม. ยาว 12-18 ซม. ใบด้านบนสีเขียวอ่อนอมเทาเป็นมัน เส้นกลางใบสีเขียวอ่อน มีเส้นใบย่อยและลายแต้มรูปรีปลายมนขนาดเล็กและใหญ่สีเขียวเข้ม เรียงสลับกันทั้งสองข้างของแผ่นใบ และบริเวณใกล้กับขอบใบก็มีสีเขียวเข้ม ใต้ใบสีเขียวอมเทา มีสีม่วงแดงบริเวณที่เป็นแต้มและเส้นใบย่อย ปลายใบแหลม โคนใบค่อนข้างแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบกลมสีม่วงแดง ยาว 15-20 ซม. รอยต่อกับแผ่นใบมีสีเขียวเหลือบม่วงแดง คล้าพันธุ์นี้ตอนช่วงแรกที่ผมได้มารูปทรงของใบจะค่อนข้างกลมป้อมและพุ่มเตี้ยแน่น แต่พอปลูกลงดินไปซักพักใบเริ่มจะออกไปทางยาวๆและก้านใบก็ยาวขึ้นด้วยครับ ไม่แน่ใจว่าอยู่ร่มเกินไปหรือว่าเป็นธรรมชาติของเค้านะครับ เหมือนอย่างคล้าเสน่ห์ขุนแผนที่ปลูกในกระถางต้นจะไม่ใหญ่ แต่พอลงดินแล้วต้นเบ้อเริ่มเลยครับ ส่วนดอกของคล้าแววมยุรามีสีขาวและขนาดเล็กมากๆ เลยถ่ายมาได้ไม่ชัดซักรูปครับ

ดอกพุดพิชญา

Standard

า เป็นพืชในสกุลโมก ในประเทศไทยนำเข้าจากประเทศศรีลังกา มีชื่อทองถิ่นว่า “อิดด้า” (Inda) มีความหมายว่าดอกไม้สีขาวบริสุทธิ์ ผู้นำเข้าคือ คุณปราณี คงพิชญานนท์ ลักษณะของดอกสีขาวเหมือนกลุ่มดอกพุดในบ้านเรา เธอจึงนำชื่อ ดอกพุด มา สมาส เข้ากับวลีนามสกุล ออกมาเป็นชื่อใหม่ว่า “พุดพิชญา” ลักษณะทางพฤษศาสตร์พุดพิชญาเป็นไม้หลายขนาด ทั้งต้นเตี้ย ต้นสูง และต้นใหญ่ ลำต้นสีน้ำตาล ใบสีเขียวเข็ม หลังใบสีเขียวอ่อน ไม่ผลัดใบ ออกดอกตลอดทั้งปี ให้ดอกแป็นช่อดอก ช่อละ 5 – 10 ดอก ดอกบานทนตั้งแต่แรกแย้มไปจนสู่บานเต็มที่ ใช้เวลา 4 – 5 วัน ดอกตูมในช่อดอกอื่นๆก็ค่อยทยอยโต และทยอยกันบานไปเรื่อยๆ ลักษณะดอกเป็นกลีบแยก 5 กลีบ เกสรตรงกลางสีเหลืองมีฝอยเกสรสีขาวล้อมรอบ เมื่อดอกบานเต็มที่เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว ก้านดอกยาวประมาณ 1 นิ้ว  การปลูกเลี้ยงปลูกเป็นไม้กระถางก็ได้หรีอปลูกลงดินก็ได้ เลี้ยงง่าย ปรับตัวได้ในเกือบทุกสิ่งแวดล้อม ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยใบจามจุรีหมัก เพราะมีไนโตรเจนสูง ถ้าต้องการเร่งและบำรุงดอกใช้ปุ๋ยขี้ไก่ เพราะมีฟอสฟอรัสสูง ขยายพันธุ์โดยการ ตอนกิ่ง และการปักชำ

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8D%E0%B8%B2

ดอกสายหยุด

Standard

สายหยุด

ชื่อพื้นเมือง กล้วยเครือ (สระบุรี) เครือเขา แกลบ (เลย) สายหยุด (ภาคกลาง ภาคใต้) เสลาเพชร (สุราษฎร์ธานี)

ชื่อวิทยาศาสตร์ Desmos chinensis Lour.

ชื่อวงศ์ ANNONACEAE

ชื่อสกุลไมDesmos Lour.

นิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์

ในประเทศไทย พบทั่วไป ในป่าเบญจพรรณชื้น ป่าดงดิบ ทุกภาค

ในต่างประเทศ พบที่ จีนตอนใต้

ลักษณะทั่วไป

ต้นไม้ เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง กิ่งอ่อน สีน้ำตาล มีขนกิ่งแก่ สีดำ เป็นมัน ไม่มีขน กิ่งมักหักไปหักมา เปลือกนอกสีน้ำตาลจนถึงดำ เปลือกใน สีขาว อาจเลื้อยได้ยาวถึง 10 ม. และตัดแต่งทรงพุ่มก็ได้

ใบ ใบเดี่ยว เรียงสลับระนาบเดียวกัน รูปขอบขนานแกมรูปใบหอก กว้าง 2.5 – 7.5 ยาว 5.5 – 20 ซม. ปลายแหลมเป็นติ่งสั้น ขอบใบเรียบ บิดเป็นคลื่นเล็กน้อย โคนมนหรือเว้าเล็กน้อย ด้านหลังใบเกลี้ยง ด้านท้องใบมีขนสีน้ำตาล เนื้อใบบาง ใบอ่อน สีน้ำตาล ใบแก่ สีเขียว ก่อนร่วงสีเหลือง เส้นแขนงใบ 12 – 14 คู่ โค้งสวยงามจรดเส้นถัดไปก่อนถึงขอบใบ ก้านใบยาว 0.6 ซม.

ดอก ออกเดี่ยว ตรงข้ามใบ ห้อยลง กลีบรองกลีบดอก 3 กลีบ รูปร่างค่อนข้างสามเหลี่ยม ปลายกลีบชี้ตั้งฉากกับก้านดอก ขนาดเล็ก กลีบดอก 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบชั้นในกว้าง 1 – 2 ซม. ยาว 4.5 – 9 ซม. กลีบชั้นนอกกว้าง 1.3 – 1.8 ซม. ยาว 5 – 13 ซม. กลีบดอกชั้นในสั้นและเล็กกว่ากลีบชั้นนอก ทุกกลีบบิดงอและมีลายเส้นทุกกลีบดอก สีกลีบดอกเหลืองทอง เกสรผู้และเกสรเมียจำนวนมาก มีกลิ่นหอมเฉพาะตอนเช้า สาย ๆ หยุดส่งกลิ่น

ผล เป็นผลกลุ่มประกอบด้วยผลย่อยรูปยาวเรียว มีส่วนป่องเป็นกระเปราะ 7 – 8 กระเปาะ

ระยะเวลาในการออกดอกและเป็นผล ออกดอกตลอดปี

การขยายพันธุ์ นิยมเพาะกล้าด้วยเมล็ด ปักชำกิ่งและตอนกิ่ง

การใช้ประโยชน์

ด้านสมุนไพร ส่วนที่ใช้เป็นสมุนไพรและสรรพคุณคือ

ราก ต้มน้ำดื่ม แก้ปวดเมื่อย

ดอก เข้ายาหอม บำรุงหัวใจ

ลำต้นและราก เข้ายาอาบอบรักษาผู้ติดยาเสพติด

 

ข้อมูลวิจัยที่สำคัญ

สารสกัดแอลกอฮอล์และน้ำจากดอก ไม่มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย แต่สารสกัดแอลกอฮอล์จากใบและต้น ต้านเชื้อไวรัสเอดส์ได้บ้าง และต้านการชักในสัตว์ทดลองได้ดี สารสกัดนี้มีพิษเฉียบพลันปานกลาง ( LD 50 = 500 มก./กก.)

ด้านการเป็นไม้ประดับ ความน่าสนใจของไม้ต้นนี้ คือ เป็นไม้เถาขนาดเล็ก มีใบเขียวตลอดปี ดอกหอมแรงช่วงเช้าเท่านั้น และออกดอกตลอดปี สามารถปลูกเป็นไม้เลื้อยซุ้มหรือตัดแต่งทรงพุ่มก็ได้ เพาะกล้าจากเมล็ดหรือปักชำหรือตอนกิ่งได้ ปลูกและบำรุงได้ง่าย เติบโตเร็ว ต้องการแสงแดดเต็มที่ ในการปลูกเป็นไม้ประดับในป่าอนุรักษ์ไม่ขัดกับหลักการจัดการอุทยานแห่งชาติ เพราะว่าเป็นไม้ท้องถิ่นดอกหอมชนิดหนึ่ง ใช้พื้นที่ปลูกไม่กว้างขวางนัก สามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการในการปลูกได้ง่าย

 

การปลูกและดูแลรักษา

สายหยุดเป็นพรรณไม้กลางแจ้งชอบแสงแดด ดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วน อุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บความชื้นได้ดี น้ำท่วมไม่ถึง ระยะเวลาจากเพาะเมล็ดจนถึงออกดอก ประมาณ 3-4 ปี ถ้าได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

   

 

http://school.obec.go.th/naphopittayakhom/web/linkthree/sayyud.htm

ดอกกระดังงา

Standard

กระดังงา หรือกระดังงาไทย อังกฤษ : Ylang-ylang (ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cananga odorata (Lamk.) Hook.f. et Th.) ชื่ออื่น สะบันงา สะบันงาต้น (ภาคเหนือ) เป็นไม้ยืนต้นในตระกูลเดียวกับน้อยหน่าและการเวก

สูง 8-15 เมตร ลำต้นตรง กิ่งมักจะลู่ลง

 ถิ่นกำเนิด

กระดังงามีถิ่นกำเนิดอยู่ที่เอเซียเขตร้อนในแถบของประเทศฟิลิปปินส์และประเทศอินโดนีเซีย

ลักษณะต้น

เป็นไม้เลื้อยทรงพุ่มขนาดกลาง เป็นพุ่มทรงโปร่ง ออกดอกตลอดปี ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรีหรือรูปใบหอก กว้าง 5-7 ซม. ยาว 13-20 ซม. ขอบใบเป็นคลื่น เปลือกต้นเกลี้ยงสีเทา ดอกช่อออกเป็นกระจุก ที่ซอกใบ กระจุกละ 4-6 ดอก กลีบดอกสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ผลเป็นกลุ่มผล ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ตอนเช้าและเย็น โดยเริ่มออกดอกเมื่อ ปลูกได้ประมาณ 3 ปี สูง 7 – 8 เมตร จึงจะออกดอก

ประโยชน์

ดอก
นำไปกลั่นน้ำหอม ใช้นำไปเป็นส่วนปนะกอบของยาหอม มีฤทธิ์แก้วิงเวียน โดยจัดอยู่ในส่วนประกอบของ เกสรทั้งเจ็ด
ตำรายาไทย
ใช้ใบและเนื้อไม้ต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะ ผลแก่ใช้ผลสีเหลืองอมเขียวเกือบดำ นำมาบดใช้เป็นยา
ประโยชน์อื่นๆ
คนโบราณใช้ดอกทอดกับน้ำมันมะพร้าวทำน้ำมันใส่ผม หรือ นำดอกนำมาลนไฟใช้อบขนมให้มีกลิ่นหอมการขยายพันธุ์

กระดังงาเป็นไม้เลื้อยที่เปลือกจะหนาขึ้นตามอายุ โดยสามารถตอนกิ่งได้แบบเดียวกับไม้ยืนต้น แต่มีโอกาศที่จะติดเชื้อโรค รา ทำให้กิ่งที่ชำได้มีความเปราะ กิ่งหักง่าย ส่วนใหญ่จึงนิยมจะขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด

 ความเชื่อของไทย

โดยมีความเชื่อว่า กระดัง คือการทำให้เกิดเสียงดังไปไกล โดยนำความเชื่อมาจาก บันทึกโบราณจาก นกการะเวกในสมัยพุทธกาล มีเสียงดังไพเราะก้องไกลทั่วสวรรค์

 

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2

ดอกหน้าวัว

Standard

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ลำต้น

หน้าวัวเป็นไม้อายุหลายปี อวบน้ำลำต้นตรง โดยจะมีการแตกหน่อเลื้อยมีการเจริญยอดเดียว เมื่อยอดเจริญสูงขึ้นอาจพบรากบริเวณลำต้น โดยจะแตกเมือมีความชื้นเพียงพอ เนื่องจากเป็นพืชระบบรากอากาศสามารถดูดน้ำและความชื้นจากอากาศได้ดี

ช่อดอก

ส่วนช่อดอกของ หน้าวัวหรือที่เรียกว่า ปลี คือ ส่วนที่เป็นดอกจริง ซึ่งประกอบด้วย ก้านช่อ ซึ่งมีดอกย่อยเล็กเรียงอัดแน่นอยู่บนปลี ดอกย่อยนี้เป็นดอกสมบูรณ์เพศ ที่มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย อยู่ในดอกเดียวกัน ดอกที่อยู่บนก้านดอกนี้จะมีสีต่างๆหลายสี

เมื่อจานรองดอกคลี่ปลีออกจะมีสีเหลืองอ่อน หรือสีปนแดง ตามสายพันธ์ ดอกที่อยู่โคนปลีจะเปลี่ยนเป็นสีขาว ไล่ไปปลายปลี แสดงว่า ดอกบาน และเมื่อตุ่มยอดเกสรตัวเมียเริ่มมีน้ำเหนียว ๆ แสดงว่าดอกนั้นพร้อมที่จะผสมเกสรตัวผู้จะบานภายหลังเกสรตัวเมีย ดังนั้นหน้าวัวส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีโอกาสผสมตัวเอง ยกเว้นบางสายพันธุ์ นอกจาก นี้เกสรตัวผู้ของหน้าวัวลูกผสมส่วนใหญ่ จะมีเกสรตัวผู้ฟุ้งเมื่ออุณหภูมิเย็น โดยมากมักจะผสมในช่วงฤดูหนาว

การแบ่งพันธ์

พันธ์ของหน้าวัวมี 2 สายพันธ์

  • สายพันธ์ ประเภท Anthurium andraeanum แบ่งได้เป็น 4 สีดังนี้
    • จานรองดอกสีแดง สายพันธ์ที่พบ ดวงสมร กรุงธน นครธน กษัตริ์ศึกธนบุรี บางกล จอมพล กรุงเทพฯ แดงนุกูล ดาราไทย
    • จานรองดอกสีส้ม สายพันธ์ที่พบ พันธุ์ผกามาศ ผกาทอง ตราทอง สุหรานากง โพธิ์ทอง
    • จานรองดอกสีชมพู สายพันธ์ที่พบ พันธุ์ศรีสง่า ศรียาตรา จักรเพชร
    • จานรองดอกสีขาว สายพันธ์ที่พบ พันธุ์ขาวนายหวาน ขาวพระสังขศาสตร์ ขาวคุณหนู
  • Anthurium schzerianum สายพันธุ์นี้มีจานรองดอกสีแตกต่างกัน ไม่นิยมปลูกเลี้ยงในเมืองไทย เพราะต้องการความเย็นและความชื้นสูงโดยความโดดเด้นของพันธุ์นี้ปลีงอ หรือเป็นเกลียวปลูกเป็นไม้ตัดดอก และไม้กระถาง

 ความนิยม

สหรัฐอเมริกา นิยมใช้หน้าวัวพันธุ์สีแดงและสีแดงอ่อนมาก โดยคิดเป็น 80% ส่วนอีก 20% เป็นสีชมพู และสีขาว

ในทางฝรั่งเศสและสวิสเซอร์แลนด์ นิยมสีแดงและสีส้ม

 การปลูก

สามารถปลูกลงในกระถางที่มีการรองพื้นด้วย เครื่องปลูกที่โปร่ง เช่น กาบมะพร้าว ได้ หรือจะไปปลูกบนต้นไม้ ก้อนหินก็ได้เช่นกัน

โดยวิธีการที่นิยมมีดังนี้

  1. การตัดยอด ทำได้เมือ ต้นสูงขึ้นจากระดับเครื่องปลูกและมีราก 2-3 ราก นำไปปลูกลงในกระถางใหม่โดยใส่ยาเร่งรากเพื่อให้แตก
  2. การแยกหน่อ หน้าวัวบางพันธุ์มีหน่อมาก เช่น พันธุ์ดาราทอง โดยสามารถแยกหน่อลงไปปลูกได้เลยเพราะมีการแตกรากที่สมบุรณ์แล้ว
  3. การตัดต้นชำ ทำการตัดชำ แล้วนำท่อนพันธุ์ไปใช้ชำในทรายหรืออิฐทุบก้อนเล็ก ๆ ที่ขึ้นอยู่เสมอ จะเกิดต้นใหม่ขึ้นมาตามข้อหรือปล้องนั้น เมื่อต้นมีรากก็แยกไปปลูก
  4. การขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นวิธีการที่ผลิตหน้าวัวได้เป็นจำนวนมาก แต่มีปัญหาในการทำความสะอาดเนื้อเนื้อ เพราะหน้าวัวเป็นพืชที่ชอบความชื้น ฉะนั้นจึงทำให้มีทั้งเชื้อราและแบคทีเรียตามต้นพันธุ์มาก เมื่อต้นอ่อนเจริญเติบโตในหลอดอาหารเพียงพอที่จะย้ายลงไปปลูกในกระถางได้นำไปเลี้ยงต่อในโรงเรือนที่ชื้นสม่ำเสมอ โดยในะระยนี้ต้องมีเวลาในการดูแล เอาใจใส่มิฉะนั้นต้นจะตายง่ายโดยการขาดความชื้น
  5. การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ใช้สำหรับการปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่มีลักษณะดีกว่าพันธุ์เดิม โดยมีการผสมเกสรในช่วงฤดูหนาว แต่มีโอกาสที่หน้าวัวจะติดเมล็ดเองมีน้อย เพราะเกสรตัวผู้และตัวเมียบานไม่พร้อมกัน โดยมากเกสรตัวเมียบานแล้ว จึงมีละอองเกสรตัวผู้ จะบานไล่จากโคนปลี ผู้ที่ทำการผสมจะต้องใช้ พู่กันหรือบนที่สามารรถนำ เการตัวผู้ไปผสมได้ หลังจากเมือผสมได้ ปลีจะเริ่มบวมเพราะได้รับการผสมแล้ว รอจนแก่ นำไปเพราะได้

 

  • Naawua2.jpg
     
  • Naawua4.jpg
     
  • Naawua5.jpg
     

ประโยชน์ สามารถนำมาขายเพื่อเป็นรายได้เสริม

 

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A7

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน

Standard

ดอกไม้ประจำชาติอาเซียน

 

 

ดอก Simpor หรือที่เรารู้จักกันในชื่อดอก Dillenia เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศ บรูไน ดารุสซาลาม

 

ดอก Rumdul ก็คือดอก ลำดวน เป็นดอกไม้ประจำชาติของราชอาณาจักรกัมพูชา

 

ดอก Moon Orchid (กล้วยไม้ราตรี) เป็นกล้วยไม้ในสายพันธุ์ของ Phalaenopsis เป็นดอกไม้ประจำชาติของ สาธารณรัฐอินโดนีเซีย

 

ลีลาวดี หรือลั่นทม เป็นดอกไม้ประจำชาติของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

 

Hibiscus หรือ ชบา เป็นดอกไม้ประจำชาติของ ประเทศมาเลเซีย

 

Padauk ประดู่ เป็นดอกไม้ประจำชาติของ สหภาพพม่า

 

Sampaguita Jasmine ดอกพุดแก้ว เป็นดอกไม้ประจำชาติของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์

 

บัว เป็นดอกไม้ประจำชาติของ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

 

Vanda Miss Joaquim เป็นกล้วยไม้ในกลุ่ม แวนด้า เป็นดอกไม้ประจำชาติของ สาธารณรัฐสิงคโปร์

 

 

ราชพฤกษ์ หรือ ดอกคูน เป็นดอกไม้ประจำชาติไทย

 

http://www.osmie4.moe.go.th/web/index.php?option=com_content&view=article&id=152&Itemid=264

ดอกบัวหลวง

Standard

สายพันธ์บัวหลวง

1. บัวพันธุ์ดอกสีชมพู ( บัวแหลมชมพู ) มีชื่อว่า ปทุม ปัทมา โกกระนต หรือ โกกนุต ดอกขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ ปลายเรียวสีชมพู กลีบดอกชั้นนอกมี 4-5 กลีบ รูปไข่มีขนาดเล็ดเรียงตัวกัน 2 ชั้น ส่วนกลางของกลีบมีรูปร่างโค้งป่อง ตรงกลางสีชมพูอมเขียว ส่วนกลีบดอกชั้นกลางและชั้นในสีชมพูเข้ม โคนกลีบดอกสีขาวนวล มีประมาณ 13-14 กลีบ เรียงตัวเป็นชั้น ประมาณ 3 ชั้น อยู่โดยรอบฐานดอก กลีบชั้นนอกและชั้นในมีสีและรูปร่างคล้ายชั้นกลางแต่เล็กกว่ากลีบในชั้นกลาง

2. บัวหลวงพันธุ์ดอกสีขาว ( บัวแหลมขาว ) มีชื่อว่า บุณฑริก หรือ ปุณฑริก ดอกขนาดใหญ่เป็นรูปไข่ ปลายเรียว คล้ายบัวพันธุ์ปทุม ดอกมีสีขาวประกอบด้วยกลีบดอกชั้นนอกสีขาวอมเขียว ส่วนกลีบในชั้นกลางและชั้นในสีขาวปลายกลีบดอกสีชมพูเรื่อๆ รูปร่างของกลีบและการเรียงตัวของกลีบดอกคล้ายดอกบัวพันธุ์ปทุม

3. บัวหลวงชมพูซ้อน ( บัวฉัตรชมพู ) มีชื่อว่า สัตตบงกช ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ทรงป้อม สีชมพู ประกอบด้วยกลีบนอกเป็นรูปรี มี 4-7 กลีบ กลีบเล็กเรียนซ้อนกันเป็นชั้น 2-3 ชั้น สีเขียวอมชมพู กลีบในสีชมพูตลอด ส่วนโคนกลีบที่ติดกับฐานรองดอกมีสีขาวอมเหลือง กลีบในมีประมาณ 12-16 กลีบ กลีบในชั้นนอกและชั้นในมีขนาดเล็กกว่าชั้นกลาง เป็นรูปไข่ที่มีส่วนกว้างอยู่ด้านบน เกสรตัวผู้ชั้นนอกๆ เป็นหมัน โดยมีก้านชูที่เป็นเกสรตัวผู้ที่เป็นแผ่นบางๆ สีชมพูคล้ายกลีบในแต่มีขนาดเล็กกว่า ไม่มีอับเรณู แต่ปลายกลีบมีส่วนยื่นออกมาที่มีฐานเรียวเล็ก ส่วนปลายพองใหญ่ มีสีขาวนวล

4. บัวหลวงขาวซ้อน ( บัวฉัตรขาว ) มีชื่อว่า สัตตบุตย์ ดอกมีขนาดใหญ่ ดอกตูมเป็นรูปไข่ทรงป้อม คล้ายบัวพันธุ์สัตตบงกช ดอกมีสีขาว ประกอบด้วยกลีบดอกสีเขียวอมขาว ส่วนกลีบชั้นในสีขาวตลอด ส่วนรูปทรงและการเรียงตัวของกลีบดอกคล้ายบัวพันธุ์สัตตบงกช

 

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87